ข้อมูลเกม ไกด์เกม ดาวน์โหลดเกม Item Mall เว็บบอร์ด
แจ้งปัญหา Onnud Wiki Onnud Radio E-mag    
 
 
 
ข้อมูลเกม ไกด์เกม ดาวน์โหลดเกม Item Mall เว็บบอร์ด
แจ้งปัญหา Onnud Wiki Onnud Radio E-mag    
 
 
 
ข้อมูลเกม ไกด์เกม ดาวน์โหลดเกม Item Mall เว็บบอร์ด
แจ้งปัญหา Onnud Wiki Onnud Radio E-mag    
 
 
 
ข้อมูลเกม ไกด์เกม ดาวน์โหลดเกม Item Mall เว็บบอร์ด
แจ้งปัญหา Onnud Wiki Onnud Radio E-mag    
 
 
 
ข้อมูลเกม ไกด์เกม ดาวน์โหลดเกม Item Mall เว็บบอร์ด
แจ้งปัญหา Onnud Wiki Onnud Radio E-mag    
 
 
 
ข้อมูลเกม ไกด์เกม ดาวน์โหลดเกม Item Mall เว็บบอร์ด
แจ้งปัญหา Onnud Wiki Onnud Radio E-mag    
 
 
 
ข้อมูลเกม ไกด์เกม ดาวน์โหลดเกม Item Mall เว็บบอร์ด
แจ้งปัญหา Onnud Wiki Onnud Radio E-mag    
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
เนื้อเรื่อง
 

หินประหลาดจากฟากฟ้า

เมื่อโจวอู่หวังตะวันตกได้ล้มล้างอำนาจแห่งราชวงศ์โจ้วได้สำเร็จ ประชากรไพร่พลในใต้หล้าก็อยู่ร่มเย็นเป็นสุข หลังจากโจวอู่หวังสิ้นพระชนม์ บุตรชายของพระองค์นามว่าเฉิงหวังเป็นผู้สืบราชบัลลังก์แทนพระบิดา แต่เนื่องจากพระชนมายุยังน้อยจึงต้องมีโจวกงต้านเป็นผู้สำเร็จราชการแทน โดยปกครองแผ่นดินตามหลักองค์กษัตริย์อู่หวัง หรือที่เรียกกันว่า “การปกครองแบบเฉิงคาง” “การปกครองแบบเฉิงคาง” สืบเนื่องมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ซึ่งในช่วงเวลานั้นเหล่าประชาราษฎร์สมบูรณ์พูนสุข ประเทศชาติสงบร่มเย็น เรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยที่เฟื่องฟูที่สุดแห่งราชวงศ์โจวเลยก็ว่าได้ อีกทั้งขุนนางเจียงซ่างซึ่งเป็นผู้ที่ช่วยเหลือโจวเหวินหวังและโจวอู่หวังทำการล้มล้างอำนาจแห่งราชวงศ์โจ้วได้อย่างสำเร็จราบรื่นนั้น หลังจากที่เขาได้ช่วยเหลือโจวกงต้านในการแก้ไขปัญหา[หวู่เกิงก่อกบฎ]เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้ทุ่มแทแรงกายแรงใจในการคิดค้นวิทยายุทธอันน่ามหัศจรรย์ [ฉีเหมินตุ้นเจี่ย] พร้อมทั้งได้ถ่ายทอดวิทยายุทธนี้ไปสู่ลูกหลานรุ่นหลัง ศิษย์แห่งตระกูลเจียงต้องการจะเรียนรู้วิทยายุทธนี้ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น จึงได้แบ่งวิทยายุทธนี้ออกเป็น[ฉีเหมิน]และ[ตุ้นเจี่ย]สองสายด้วยกัน พร้อมทั้งหลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ในป่าเขา เพื่อทำการฝึกฝนและคิดค้นสุดยอดแห่งวิชา 
หลังจากที่โจวคังหวังสิ้นพระชนม์ มู่หวังได้ขึ้นครองราชย์แทน เจียงลั่วผู้สืบทอดของเจียงซ่าง เป็นหนึ่งในสองคนสุดท้ายที่ฝึกฝน[ฉีเหมิน]และ[ตุ้นเจี่ย]ทั้งสองสายกับเจียงฉีได้ดู ปรากฏการณ์ของดวงดา และเห็นว่าเทียนซิงลวีฝ่ะ นั้นผิดปกติ เป็นลางบอกเหตุปรากฏการณ์ฟ้าลงทัณฑ์ เจียงลั่วจึงได้รีบกำชับกำชาเจียงฉีให้เดินทางไปแจ้งเรื่องนี้ต่อวังหลวง พร้อมทั้งส่งศิษย์ตระกูลเจียงแยกย้ายออกไปเกณฑ์ชาวบ้านให้อยู่ห่างจากเขตฟ้าลงทัณฑ์ หลายวันผ่านไป เหตุการณ์เป็นไปตามที่เจียงลั่วได้ทำนาย ตระกูลเจียงได้ส่ง เชียนหลีเฟิงฉี ออกไปได้ไม่นานนัก ก็เหตุการณ์ประหลาดขึ้น ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆดำทะมึน ผู้คนนึกกันไปว่าฝนกำลังจะตกเท่านั้น จึงไม่มีใครใส่ใจ  แต่ใครจะรู้ได้ว่าเมฆดำนอกจากจะไม่ยอมสลายตัวแล้ว แต่กลับยิ่งรวมตัวกันหนาแน่น จนถึงขั้นปิดแสงตะวันบนฟากฟ้า จนทำให้ทั่วอณูแห่งปฐพีตกอยู่ในความมืด  จากการแจ้งข่าวของ เชียนหลีเฟิงฉี แห่งตระกูลเจียงและปรากฏการณ์ประหลาดดังกล่าวท่ำให้เหล่าชาวบ้านตื่นตระหนกและเริ่มเตรียมตัวอพยพ แต่ใครจะรู้ได้ว่าเมื่อมาถึงวันที่เจ็ดก็ได้เกิดพายุหมุนลมคลั่ง จุดศูนย์กลางแห่งกลุ่มเมฆดำเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง คนจำนวนไม่น้อยที่เห็นว่ามีลำแสงสีแดงรำไรออกมาจากกลุ่มเมฆ เกิดปรากฏการณ์ฟ้าแลบฟ้าผ่าดุจอัสนีพิโรธ ผู้คนต่างนึกว่ากลุ่มเมฆจะสลายตัว แต่แสงสีแดงกลับยิ่งแรงกล้า เมื่อเสียงฟ้าคำรามได้สิ้นสุด ลำแสงสีแดงได้ส่องแสงทั่วทั้งสี่ทิศ และลูกไฟประหลาดน้อยใหญ่มากมายร่วงลงจากฟากฟ้าสู่ผืนปฐพีและระเบิดเป็นกองเพลิงใหญ่ เพียงแค่ครู่เดียวทั่วทุกพื้นที่ก็จมอยู่ในกองเพลิง ผู้คนล้มตายสาปสูญ หากไม่ถูกไฟคลอกตายก็ถูกเหยียบจนสิ้นตาย ลูกไฟประหลาดตกลงมาหนึ่งวันหนึ่งคืนดุจสายฝนครอบคลุมพื้นที่เป็นพันลี้  แสงเพลิงทั่วสารทิศ  เสียงร้องอันเจ็บปวด ดุจดั่งฟ้าลงทัณฑ์มวลมนุษย์ ??
ปู่หลานตระกูลเจียงได้เห็นปรากฏการณ์ดังกล่าวจากหอคอยสูง อานุภาพแห่งฟากฟ้าสร้างความระทมทุกข์ให้แก่มวลมนุษย์เป็นยิ่งนัก เมื่อเจียงลั่วได้เห็น

ปรากฏการณ์ลูกไฟประหลาดก็รู้สึกทอดถอนใจและโศกเศร้าเหลือที่จะกล่าว หลังจากหนึ่งวันหนึ่งคืนผ่านไป ท้องฟ้าได้เปลี่ยนเป็นสายฝนชุ่มฉ่ำดับเพลิงไฟจนหมดสิ้นในพริบตา แต่เมื่อเพลิงร้อนได้มาเจอกับน้ำฝนทั่วทุกหัวระแหงจึงกลายเป็นไอหมอกครอบคลุมพื้นที่กว่าพันลี้ เป็นเวลาสองวันสองคืน เมื่อศิษย์ตระกูลเจียงที่เคยออกไปช่วยเหลือและเหล่ากองทัพแห่งราชสำนักกลับมาก็ได้พบว่า เดิมทีจากพื้นหญ้าสีเขียวชะอุ่มกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้กลับมีโพรงหลุมขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่กว่าร้อยลี้ ศิษย์ตระกูลเจียงจึงได้ไปรายงานต่อเจียงฉี  เจียงฉีและเจียงหมิงจึงอีกผู้หนึ่ง จึงรีบไปดูที่หลุมนั้น และสั่งให้ศิษย์ในพรรคที่มีวิชากายค่อนข้างดีเข้าไปสำรวจตรวจตราในโพรงหลุม ซึ่งจากการสำรวจพบว่าที่ผนังและพื้นของโพรงหลุมมีหินประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อนมากมาย แม้แต่ตระกูลเจียงซึ่งเป็นตระกูลที่มีความก้าวหน้าด้านศิลปะวิทยาก็มิอาจแยกแยะได้ว่าเป็นหินชนิดใด ด้วยเหตุนี้เจียงหมิงจึงได้ทำการบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นและทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังที่มีความสามารถศึกษาต่อไป  หลายเดือนผ่านไป ทางตะวันตกเฉียงใต้ได้เกิดแผ่นดินไหว โพรงหลุมนั้นจึงถล่มลง เหล่าหินประหลาดจึงถูกฝังอยู่ใต้ผืนดิน ด้วยเหตุนี้เรื่องราวของหินประหลาดจากเหตุการณ์ฟ้าลงทัณฑ์จึงอยู่เพียงแค่ในบันทึกของเจียงหมิง และค่อยๆ ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา

 

กลุ่มทหารซุนจื่อ

ก่อนคริสตศักราช 520 ปี ประเทศจีนยังอยู่ในยุคสมัยสงครามชุนชิว มีทหารนายหนึ่งมีฝีมือและความสามารถโดดเด่นนามว่า “ซุนวู”ซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้เคยช่วยแคว้นฉีในการล้มล้างแคว้นจวี่จนสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ฉีจิ่งกงจึงได้แต่งตั้งตระกูลซุนขึ้นมาให้เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่วงศ์ตระกูลพร้อมด้วยศักดินากินเมืองเล่ออาน หลังจากที่ซุนวูได้กลายเป็นแม่ทัพ ก็ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจในการศึกษาด้านการทหาร อีกทั้งยังเชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้เป็นยิ่งนัก ต่อมาแคว้นฉีได้เกิดจลาจลภายใน ครอบครัวและซุนวูจึงต้องอพยพลี้ภัยไปยังก๊กอู๋และอยู่ที่นั่นเป็นเวลา10ปีพร้อมทั้งทำการศึกษาอยู่ในสถานที่ซ่อนตัวนั้น ซุนวูได้รวบรวมประสบการณ์กว่า200ปีในสงครามชุนชิวและการฝึกฝนต่างๆ จนกลายมาเป็น แผนพิชัยสงคราม 13 บรรพ ใช้วิถีแห่งทหารมาผสมผสานกับศิลปะการต่อสู้ นำพามาซึ่งศาสตร์ต่อสู้ที่ไม่เคยปรากฏที่ใดมาก่อนในใต้หล้า ต่อมาจึงได้กลยุทธทางทหารนี้สร้างกองทหารที่มีการเคลื่อนไหวดุจลมและมีฝีมือเยี่ยมยอดขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่ภารกิจลับโดยเฉพาะ ซึ่งกองทหารกลุ่มนี้ก็เป็นไปตามดังที่ แผนพิชัยสงคราม 13 บรรพบรรยายไว้อย่างครบถ้วน

เมื่อครั้งที่อู๋จื่อซวีได้หนีจากแคว้นฉู่มายังแคว้นอู๋นั้น ก็มีเหตุบังเอิญที่ทำให้ได้เห็นความสามารถของซุนวู ทั้งสองคนได้เป็นสหายที่ดีต่อกัน ต่อมาอู๋จื่อซวีได้มาเป็นขุนนางรับราชการแห่งแคว้นอู๋ จึงได้แนะนำซุนวูและแผนพิชัยสงคราม 13 บรรพให้แก่พระเจ้าอู๋หวัง เมื่อพระเจ้าอู๋หวังได้อ่านจบแล้ว ก็ได้มีบัญชาสั่งให้ทดสอบตำราพิชัยสงครามนั้นด้วยนางสนมของพระองค์เอง ซุนวูจึงได้ทำตามคำสั่งของอู๋หวังที่ว่าต้องการจะให้สนมเอกของพระองค์เป็นนายกองซ้ายขวา และได้ใช้คำสั่งสามครั้ง อธิบายอีกห้าครั้งให้แก่เหล่าทหารหญิงได้ปฏิบัติตาม แต่นางสนมเหล่านี้กลับเห็นเรื่องตลกและหัวเราะกันสนุกสนานดุจอยู่ในวังหลวงก็มิปาน ซุนวูจึงสั่งประหารหัวหน้านายกองหญิงทั้งสองในทันที ทำให้อู๋หวังตื่นตระหนกตกใจจนถึงขั้นร้องขอให้ซุนวูไว้ชีวิตสนมอันเป็นที่รัก แต่ซุนวูกล่าวแต่เพียง"หากคำบัญชาไม่แจ้งชัด คำสั่งไม่เป็นที่เข้าใจ แม่ทัพสมควรถูกตำหนิ หากคำสั่งชัดแจ้ง การซักซ้อมและคำอธิบายแจ้งชัด แต่ไม่อาจรักษาระเบียบวินัย ความผิดย่อมตกอยู่ที่นายกอง" ดังนั้นสนมเอกทั้งสองแห่งอู๋หวังจึงถูกตัดศีรษะด้วยประการฉะนี้ นางสนมที่เหลือเมื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดความประหวั่นพรั่นพรึงเป็นยิ่งนัก จึงได้ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ทางทหารอย่างเคร่งครัดจนสำเร็จลุล่วง ถึงแม้พระเจ้าอู๋หวังจะไม่พึงพอใจเท่าไรนัก แต่ก็ทำให้พระองค์เชื่อมั่นในตัวซุนวูว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถทางการทหารอย่างแท้จริง ดังนั้นจึงมีบัญชาแต่งตั้งให้ซุนวูเป็นแม่ทัพเผชิญศึก โดยมีอู๋จื่อซวีเป็นผู้ช่วย ซุนวูเห็นว่าดูจากสภาพแวดล้อมแล้วแค้วนฉู่นั้นเป็นศัตรูตัวฉกาจของแคว้นอู๋ ด้วยเหตุนี้จึงได้หารือกับจื่อซวีเพื่อวางกลยุทธในการล้มล้างแค้วนฉู่
ก่อนปี คริสตศักราช 506 พระเจ้าอู๋หวังได้ส่งทหาร300กรีธาทัพไปโจมตีแคว้นฉู่ โดยมีซุนวูเป็นแม่ทัพ แคว้นฉู่มิทันได้ตั้งตัว ซุนวูจึงรบห้าครั้งชนะห้าครั้ง คร่าชีวิตชาวแคว้นฉู่ไปไม่ต่ำกว่าสองหมื่น อีกทั้งยังเข้าตีเมืองหลวงของแคว้นฉู่ ซึ่งจากการรบหลายครั้งเป็นการแสดงอานุภาพกองทัพแห่งแม่ทัพซุนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

ซุนวูอยู่ที่แคว้นอู๋ และทำสงครามมาเป็นเวลากว่า30ปี  แคว้นน้อยแคว้นใหญ่รู้สึกประหวั่นครั่นคร้ามในนามแห่งท่านซุนวูเป็นอย่างยิ่ง แต่ทว่าต่อมาความคิดเห็นของซุนวูและอู๋จื่อซวีนั้นขัดแย้งต่อพระเจ้าอู๋หวัง ทำให้ซุนวูเริ่มมีความรู้สึกที่เบื่อและเหนื่อยล้า  จนกระทั่งสงคร้ามแค้วนอู๋ได้รับชัยชนะจากการทำสงครามกับแคว้นเอวี้ยแล้ว พระเจ้าอู๋หวังสิ้นพระชนม์ในสนามรบ ถึงแม้ซุนวูและสหายอู๋จื่อซวีจะมีส่วนช่วยเหลือที่ทำให้แคว้นอู๋รบชนะแคว้นเอวี้ย แต่ท้ายที่สุดเมื่อซุนวูได้รู้ว่าสหายอู๋จื่อซวีได้ถูกผู้ที่เชื่อคำเล่าลือนั้นลอบสังหารจนตาย เขาจึงตัดสินใจที่จะลาออกจากการเป็นขุนนาง ซึ่งแน่นอนว่ากองทัพทั้งหกก็ยังคงติดตามแม่ทัพซุนไปด้วย จนเมื่อแม่ทัพซุนได้จากโลกนี้ไปแล้ว สมาชิกที่เหลือแห่งหกกองทัพก็ได้แยกย้ายออกจากกัน

 

 

หกกองทัพแห่งแม่ทัพซุน

หลังจากยุคสมัยชุนชิว พลทหารเดินเท้าและพลทหารม้าได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการสงคราม รถทำสงครามค่อยๆ หมดความสำคัญลงจนกลายเป็นเพียงส่วนประกอบอย่างหนึ่งในการทำสงครามเท่านั้น ดังนั้นอาวุธทหารเก่าก็ค่อยๆ หมดคุณค่าและความสำคัญลง เนื่องจากการสงครามโดยพลทหารเท้าและพลทหารม้าจะเป็นในรูปแบบประจันหน้า ดังนั้นจึงต้องมีอาวุธที่ค่อนข้างแข็งแรงเป็นตัวช่วยเสริม ประกอบกับเกราะรบและที่ครอบศีรษะก็จะต้องมีความแข็งแกร่งมากขึ้นด้วย เป็นยุคสมัยแห่งการปฏิวัติศิลปะการหลอมอาวุธและวัตถุดิบในการหลอมเลยก็ว่าได้ อาวุธและเครื่องป้องกันกลายเป็นตัวบอกว่าสงครามครั้งนี้จะดีหรือร้ายอย่างไร ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าการรวบรวมวัตถุดิบและเครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างอาวุธยูทโธปกรณ์จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินการแพ้ชนะของสงครามเลยทีเดียว แม่ทัพซุนวู จึงให้ความสำคัญกับด้านนี้เป็นอย่างยิ่ง
แม่ทัพซุนวูเคยเดินทางไปทั่วทุกสารทิศเพื่อเสาะหาแร่ต่างๆ มาทำอาวุธยุทธภัณฑ์ ซึ่งในยุคสมัยนั้นเป็นยุคสมัยแห่งแร่สำริด และเป็นเพียงยุคเริ่มต้นของการใช้เหล็กในการทำเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ แต่ท่านแม่ทัพซุนวูก็ค้นพบว่ามีแร่และโลหะบางชนิดสามารถนำมาทำเป็นอาวุธเทพและเครื่องป้องกันอันทรงพลังได้ แต่เนื่องจากศิลปะในการเก็บแร่ หลอมแร่และการตีหลอมในยุคนั้นไม่ก้าวหน้าพอที่จะนำมาใช้กับแร่ชั้นดีเหล่านี้ได้ ดังนั้นท่านแม่ทัพซุนจึงทำได้เพียงแค่จดบันทึกแหล่งกำเนิดของแร่และระบุตำแหน่งที่ปรากฏไว้
กองทัพ6สายได้เฝ้าติดตามท่านแม่ทัพซุนมาหลายปี จึงได้รับรู้ถึงความสำคัญของอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เป็นอย่างดี พวกเขาได้แยกย้ายและทำการบุกเบิกเขตแร่ตามที่แม่ทัพซุนได้บันทึกไว้ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ศิลปะในการหลอมแร่และตีหลอมก็ก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ แร่พิเศษต่างๆ เหล่านี้ก็มีประโยชน์มากขึ้น กองทัพ6สายถึงแม้จะมีจุดกำเนิดมาจากที่เดียวกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปต่างฝ่ายต่างมีจุดมุ่งหมายและแยกย้ายสลายตัวจนกลายเป็น 6 พรรคใหญ่ เรื่องราวบุญคุณความแค้นระหว่างกันก็ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจนกลายเป็นเรื่องที่ยากจะแก้ไข ความสัมพันธ์อันแนบแน่นที่เคยมีต่อกันค่อยๆ จางหายไปจนลืมเลือน แม้แต่การเก็บใช้ทรัพยากรเหล่านี้ก็ยังกลายเป็นชนวนสำคัญในการก่อให้เกิดสงครามแย่งชิงระหว่างกัน...